ของเสียกับส่วนที่ตัดทิ้ง ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิดเท่าไหร่

ไม่เจ๊ง · ปรับปรุงล่าสุด 21 สิงหาคม 2569

แมวเชฟหยุดมือถือมีดอยู่หน้าเขียง ข้างซ้ายเป็นชามวัตถุดิบส่วนที่ใช้ได้ ข้างขวาเป็นลังไม้ใส่ส่วนที่ตัดทิ้ง ทั้งใบผัก ก้าน กระดูก และเปลือกกุ้ง

ต้นทุนที่คิดผิดส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดเพราะคำนวณผิด แต่ผิดเพราะลืมนับของที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้ — ผักที่เด็ดทิ้ง กระดูกที่เลาะออก หัวท้ายที่ตัดทิ้ง บทความนี้บอกว่ามันทำให้ต้นทุนต่อจาน ต่างไปเท่าไหร่ วัดของร้านตัวเองยังไง และกับดักที่ทำให้หลายคนคิดซ้ำสองรอบโดยไม่รู้ตัว

เราจ่ายค่าของทั้งแพ็ก ไม่ได้จ่ายเฉพาะส่วนที่ได้ใช้

ซื้อหมูสามชั้นมา 1,000 กรัม จ่ายไป 180 บาท เลาะและตัดแต่งเสร็จเหลือของที่ลงกระทะได้จริง 850 กรัม — ส่วนที่หายไป 150 กรัม ไม่ได้หายฟรี เพราะเงินจ่ายไปแล้วตอนซื้อ

ส่วนที่ใช้ได้จริง — ลงกระทะได้
850 กรัม85%
ส่วนที่ตัดทิ้ง — จ่ายเงินไปแล้วเหมือนกัน
150 กรัม15%
จ่าย 180 บาทได้ของมา 1,000 กรัม แต่ต้นทุนทั้งก้อนต้องถูกแบกโดยส่วนที่ใช้ได้ 850 กรัม เท่านั้น

ต้นทุนต่อกรัมที่ใช้ได้จริง = 180 ÷ 850 = 0.21 บาท ไม่ใช่ 0.18 บาท

  1. ซื้อมา

    180 ฿ / 1,000 กรัม

  2. ใช้ได้จริง 85%

    850 กรัม

  3. ต่อ 1 กรัม ที่ใช้ได้

    0.2118 ฿

  4. ใช้ 120 กรัม ต่อจาน

    25.41 ฿

โซ่การคิดต้นทุนที่ถูกต้อง — หารด้วยของที่ใช้ได้ ไม่ใช่ของที่ซื้อมา

ต่างกันแค่ไหน

จานที่ใช้หมูสามชั้น 120 กรัม — คิดกับไม่คิดส่วนที่ตัดทิ้ง ต่างกันเท่านี้:

คิดแบบไม่สนของที่ทิ้ง21.60 ฿

ต้นทุนที่เห็นบนกระดาษ

คิดรวมส่วนที่ตัดทิ้ง25.41 ฿

ต้นทุนจริงที่จ่ายไป

ต่างกัน 3.81 บาทต่อจาน ฟังดูน้อย แต่ขายวันละ 40 จานคือ 4,574 บาทต่อเดือนที่หายไปจากกำไรโดยไม่มีใครเห็น

และนี่คือวัตถุดิบตัวเดียวในเมนูเดียว ร้านหนึ่งมีวัตถุดิบที่ต้องตัดแต่งหลายอย่าง และเมนูที่ใช้ของชิ้นเดียวกันอีกหลายเมนู ส่วนต่างพวกนี้จึงไม่เคยมาทีละบาท มันมาพร้อมกันทั้งร้านและมาทุกวัน

วัด yield ของร้านตัวเองยังไง

ค่าที่ถูกต้องคือค่าที่ชั่งเอง ไม่ใช่ค่าที่ลอกมาจากตาราง — ของแต่ละเจ้า แต่ละล็อต และมือของแต่ละคนที่ตัดแต่ง ให้ผลไม่เท่ากัน

ตาชั่งสองตัววางเคียงกัน ตัวซ้ายมีของยังไม่ตัดแต่งกองใหญ่ทั้งผักทั้งกระเทียมและเนื้อติดกระดูก ตัวขวามีของหลังตัดแต่งกองเล็กกว่า โดยมีแมวเชฟยืนเทียบอยู่ตรงกลางพร้อมสมุดจด
ชั่งก่อนตัดแต่งกับหลังตัดแต่งของร้านตัวเอง ค่าที่ได้แม่นกว่าตัวเลขที่ลอกมาจากตาราง

เลือกจุดที่ชั่งให้เหมือนกันทุกครั้ง ถ้าจะนับน้ำหนักที่หายตอนปรุงเข้าไปด้วย ปริมาณที่กรอกในสูตรก็ต้องเป็นน้ำหนักหลังปรุงให้ตรงกัน — ปนกันเมื่อไหร่ตัวเลขจะเพี้ยนแบบหาต้นตอไม่เจอ

กับดักข้อเดียวที่ต้องระวัง: คิดของเสียสองต่อ

พอใส่ yield ไว้ที่วัตถุดิบแล้ว ส่วนที่ตัดทิ้งถูกเฉลี่ยเข้าไปในต้นทุนต่อหน่วยเรียบร้อยปริมาณในสูตรจึงต้องเป็นน้ำหนักที่ใส่ลงกระทะจริง ๆ

ถ้าใส่ yield แล้วยังไปเผื่อในสูตรอีกรอบ (เช่น ใช้จริง 120 กรัม แต่กรอก 138 เพราะ “เผื่อของเสีย”) เท่ากับคิดของเสียสองต่อ ต้นทุนจะสูงเกินจริงและทำให้ตั้งราคาแพงกว่าที่ควร ซึ่งเสียลูกค้าไปโดยไม่จำเป็น

แมวเชฟหยุดมือขณะกำลังจะเติมหมูสับอีกทัพพีลงชามที่พูนอยู่แล้ว ยกอุ้งเท้าอีกข้างขึ้นเหมือนนึกอะไรได้ และมีหมูอีกกองวางอยู่ในจานข้าง ๆ
ใส่ค่าใช้ได้จริงที่วัตถุดิบแล้ว อย่าเผื่อของเสียซ้ำในสูตรอีกรอบ

yield อยู่ที่ วัตถุดิบ · ปริมาณในสูตรคือ น้ำหนักที่ใช้จริง — อย่าเผื่อซ้ำ

ทำที่ไหนในแอปนี้

ช่อง “ใช้ได้จริง (%)” อยู่คู่กับราคาของวัตถุดิบแต่ละตัวที่ คลังวัตถุดิบ ใส่ครั้งเดียวแล้วทุกเมนูที่ใช้ของชิ้นนั้นคิดต้นทุนใหม่ให้เองทั้งหมด ของที่ไม่ต้องตัดแต่งเลยใส่ 100 ไว้ ซึ่งเป็นค่าตั้งต้นอยู่แล้ว

ภาพรวมว่าต้นทุนต่อจานประกอบด้วยอะไรบ้าง อยู่ในบท ต้นทุนอาหารคิดยังไง ส่วนการเอาต้นทุนที่ได้ไปตั้งราคา อยู่ในบท ตั้งราคาขายยังไงให้เหลือกำไร

สรุปสามข้อ

คำถามที่เจอบ่อย

yield คืออะไร
คือส่วนที่ใช้ได้จริงหลังตัดแต่ง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของที่ซื้อมา ซื้อหมูสามชั้นมา 1,000 กรัม เลาะแล้วเหลือใช้ 850 กรัม เท่ากับ yield 85% ส่วนที่หายไปไม่ได้หายฟรี เพราะเราจ่ายเงินค่ามันไปแล้วตอนซื้อ
วัด yield ของร้านตัวเองยังไง
ชั่งสองครั้ง ครั้งแรกตอนของมาถึงก่อนแตะอะไร ครั้งที่สองหลังตัดแต่งเสร็จพร้อมใช้ปรุง แล้วเอาน้ำหนักหลังหารด้วยน้ำหนักก่อนคูณร้อย ทำสักสามครั้งกับของล็อตต่างกันแล้วใช้ค่าที่ต่ำที่สุด เพราะการประเมินต้นทุนต่ำเกินไปอันตรายกว่าการประเมินสูงเกินไป
น้ำหนักที่หายตอนปรุงนับเป็น yield ด้วยไหม
นับได้ถ้าคุณตั้งใจให้มันหมายถึงแบบนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือเลือกจุดที่ชั่งให้เหมือนกันทุกครั้งและทุกวัตถุดิบ ถ้าจะรวมน้ำหนักที่หายตอนปรุงเข้าไปด้วย ปริมาณที่ใส่ในสูตรก็ต้องเป็นน้ำหนักหลังปรุงให้ตรงกัน ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งอย่างหนึ่งอีกครึ่งอีกอย่าง
ใส่ yield แล้วต้องลดปริมาณในสูตรลงอีกไหม
ไม่ต้อง และนี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด ถ้าใส่ yield ไว้ที่วัตถุดิบแล้ว ระบบจะเฉลี่ยส่วนที่ตัดทิ้งเข้าไปในต้นทุนต่อหน่วยให้เอง ปริมาณในสูตรจึงต้องเป็นน้ำหนักที่ใส่ลงกระทะจริง ๆ ถ้าไปลดซ้ำอีกรอบเท่ากับคิดของเสียสองต่อ ต้นทุนจะสูงเกินจริงและตั้งราคาแพงเกินไป
ของที่ไม่ต้องตัดแต่งเลยต้องใส่ yield ไหม
ใส่ 100 ไปเลย เช่น ไข่ น้ำมัน เครื่องปรุงที่ตวงใช้ทั้งหมด ค่า 100 แปลว่าไม่มีอะไรถูกเฉลี่ยเพิ่ม ซึ่งเป็นค่าตั้งต้นที่ปลอดภัยอยู่แล้ว

ลองกับเมนูของร้านคุณเอง

ใส่ต้นทุนต่อจานกับกำไรที่อยากได้ แล้วดูว่าต้องตั้งราคาบนแอปเท่าไหร่ — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

เปิดเครื่องคิดราคาขาย