เมนูไหนเลี้ยงร้าน — วิธีจัดกลุ่มเมนูด้วยยอดขายกับกำไรพร้อมกัน
ไม่เจ๊ง · ปรับปรุงล่าสุด 21 สิงหาคม 2569

เมนูที่ขายดีที่สุดกับเมนูที่ทำกำไรให้ร้านมากที่สุด มักไม่ใช่เมนูเดียวกัน และความต่างนั้นมองด้วยตาไม่เห็น บทความนี้อธิบายวิธีจัดกลุ่มเมนูด้วยสองแกนพร้อมกัน — ขายดีแค่ไหน × กำไรต่อจานดีแค่ไหน — แล้วบอกว่าแต่ละกลุ่มควรทำอะไรต่อ
ปัญหาของการดูทีละแกน
ดูยอดขายอย่างเดียวจะเจอเมนูที่คนสั่งเยอะแต่แทบไม่เหลือกำไร ดูกำไรต่อจานอย่างเดียวจะเจอ เมนูราคาแพงที่เดือนหนึ่งขายได้ไม่กี่จาน ทั้งสองมุมไม่ผิด แต่ทั้งคู่ตอบไม่ได้ว่าควรทำอะไรกับเมนูนั้น
ร้านตัวอย่างข้างล่างมีสี่เมนู ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเพื่อใช้สอน แต่การจัดกลุ่มเป็นผลจากสูตรตัวเดียวกับที่หน้ารายงานของแอปใช้จริง:
| เมนู | ขาย/เดือน | กำไร/จาน | กำไรรวม |
|---|---|---|---|
| ผัดกะเพราหมูสับ | 400 | 24.00 ฿ | 9,600 ฿ |
| ข้าวมันไก่ | 500 | 17.00 ฿ | 8,500 ฿ |
| สเต๊กหมูพริกไทยดำ | 40 | 77.00 ฿ | 3,080 ฿ |
| ยำวุ้นเส้น | 30 | 17.00 ฿ | 510 ฿ |
400 จาน × 24.00 ฿
500 จาน × 17.00 ฿
40 จาน × 77.00 ฿
30 จาน × 17.00 ฿
สิ่งที่จ่ายค่าเช่าคือ กำไรต่อจาน × จำนวนจาน ไม่ใช่กำไรต่อจานเพียงอย่างเดียว

สี่กลุ่ม และควรทำอะไรกับแต่ละกลุ่ม
พอวางสองแกนพร้อมกัน เมนูทุกจานจะตกลงในช่องใดช่องหนึ่งของสี่ช่อง — และแต่ละช่องมีวิธีแก้ของตัวเองที่ไม่เหมือนกันเลย ตำราต้นฉบับเรียกสี่ช่องนี้ว่า star · plowhorse · puzzle · dog ซึ่งเป็นคำที่เอาไว้ค้นอ่านต่อได้ ส่วนในแอปเราเรียกด้วยชื่อที่บอกสถานะของเมนูตรง ๆ
ขายดี · กำไรดี
ตัวหลักของร้าน
- ผัดกะเพราหมูสับ
ขายน้อย · กำไรดี
กำไรดีแต่คนยังไม่รู้จัก
- สเต๊กหมูพริกไทยดำ
ขายดี · กำไรบาง
ขายดีแต่กำไรบาง
- ข้าวมันไก่
ขายน้อย · กำไรบาง
ตัวถ่วง
- ยำวุ้นเส้น
- ตัวหลักของร้าน — ขายดีและกำไรดี — รักษาคุณภาพให้นิ่ง อย่าลดขนาดจานเพื่อประหยัดต้นทุน
- กำไรดีแต่คนยังไม่รู้จัก — กำไรดีแต่ไม่มีคนสั่ง — ปัญหาอยู่ที่การมองเห็น ลองดันขึ้นหน้าแรกหรือเปลี่ยนรูป
- ขายดีแต่กำไรบาง — คนสั่งเยอะแต่กำไรบาง — ขึ้นราคาทีละน้อยหรือลดต้นทุนวัตถุดิบ ได้ผลไวที่สุดในร้าน
- ตัวถ่วง — ไม่ได้ทั้งยอดและกำไร — พิจารณาตัดออกเพื่อลดของเสียและงานในครัว
ช่องที่ให้ผลไวที่สุดคือ ขายดีแต่กำไรบาง — เมนูที่คนสั่งอยู่แล้วแต่กำไรบาง เพราะการขึ้นราคาทีละไม่กี่บาทหรือลดต้นทุนลงนิดเดียว จะถูกคูณด้วยจำนวนจานที่มากอยู่แล้วทันที ต่างจากกลุ่ม “กำไรดีแต่คนยังไม่รู้จัก” ที่ต้องไปแก้เรื่องการมองเห็น ซึ่งใช้เวลากว่าจะรู้ผล
เกณฑ์มาจากไหน — และทำไมไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐาน
ทั้งสองแกนเป็น ค่าสัมพัทธ์ในร้านตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอกมาจากตำรา เพราะร้านข้าวแกงกับร้านสเต๊กมีโครงสร้างกำไรคนละแบบสิ้นเชิง
- ขายดี = ส่วนแบ่งยอดขายถึง 70% ของค่าเฉลี่ยในร้าน — ร้านตัวอย่างนี้คือ 17.5% ของยอดทั้งหมด
- กำไรดี = กำไรต่อจานถึง 22.36 บาท ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของร้านที่ ถ่วงน้ำหนักด้วยยอดขาย ไม่ใช่เฉลี่ยเลขคณิต
ที่ต้องถ่วงน้ำหนักเพราะเมนูที่ขายได้เดือนละสองจานไม่ควรมีสิทธิ์ลากค่าเฉลี่ยของทั้งร้าน เท่ากับเมนูที่ขายได้เดือนละห้าร้อยจาน — ถ้าใช้เฉลี่ยเลขคณิต เมนูราคาแพงที่แทบไม่มีคนสั่ง จะดันเส้นแบ่งขึ้นไปจนเมนูปกติกลายเป็น “กำไรบาง” กันหมดทั้งร้าน
เมนูที่ยังไม่กรอกยอดขาย ไม่ถูกนับ ไม่ใช่ถูกนับเป็นศูนย์จาน — ไม่งั้นมันจะกดค่าเฉลี่ยจนเมนูอื่นถูกจัดกลุ่มผิดตามไปด้วย
ต้องมีอะไรถึงจะดูรายงานนี้ได้
ต่างจากการคิดต้นทุนหรือตั้งราคาที่ทำได้ตั้งแต่จานแรก การจัดกลุ่มแบบนี้ต้องมียอดขายจริง ถึงจะตอบอะไรได้ — มันไม่ได้ถามว่าควรตั้งราคาเท่าไหร่ แต่ถามว่าที่ทำไปแล้วได้ผลไหม
- ต้นทุนต่อจานของแต่ละเมนู (จากสูตรหรือกรอกเอง)
- ราคาที่ขายจริง ทั้งหน้าร้านและบนแอป
- จำนวนจานที่ขายได้ต่อเดือน — ตัวที่คนข้ามบ่อยที่สุด และเป็นตัวที่ทำให้ รายงานนี้ทำงานได้
ตัวเลขยอดขายไม่ต้องเป๊ะระดับใบเสร็จ ประมาณจากที่จำได้ก็เห็นภาพแล้ว เพราะสิ่งที่รายงานนี้ต้องการคือลำดับว่าเมนูไหนขายดีกว่าเมนูไหน ไม่ใช่ตัวเลขที่ตรงทุกหลัก

กรอกยอดขายได้ที่ หน้าเมนูและสูตร แล้วผลจัดกลุ่มของร้านคุณเองจะอยู่ที่ หน้ารายงาน ซึ่งเลือกดูแยกช่องทางได้ด้วย — เมนูเดียวกันอาจเป็นตัวหลักของร้านเมื่อขายหน้าร้าน แต่กลายเป็นกลุ่ม “ขายดีแต่กำไรบาง” บนแอปเดลิเวอรี เพราะโดนหักค่า GP
สรุปสามข้อ
- ดูสองแกนพร้อมกันเสมอ — ยอดขายอย่างเดียวหรือกำไรอย่างเดียวตอบไม่ได้ว่าควรทำอะไรต่อ
- เมนูที่ควรแก้ก่อนคือ ขายดีแต่กำไรบาง เพราะมีคนสั่งอยู่แล้ว การขยับเล็กน้อยจึงถูกคูณด้วยจำนวนจานทันที
- เกณฑ์เป็นค่าสัมพัทธ์ในร้านตัวเอง ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกร้าน
คำถามที่เจอบ่อย
- menu engineering คืออะไร
- คือการจัดกลุ่มเมนูด้วยสองแกนพร้อมกัน — ขายดีแค่ไหน และกำไรต่อจานดีแค่ไหน — แล้วดูว่าแต่ละเมนูตกอยู่ช่องไหนใน 4 ช่อง เพราะเมนูที่ต้องรีบแก้กับเมนูที่ต้องปล่อยไว้ใช้วิธีต่างกันคนละแบบ การดูกำไรอย่างเดียวหรือดูยอดขายอย่างเดียวตอบไม่ได้ว่าควรทำอะไรกับเมนูนั้น
- เมนูที่กำไรต่อจานสูงที่สุดคือเมนูที่ดีที่สุดใช่ไหม
- ไม่ใช่ สิ่งที่จ่ายค่าเช่าคือกำไรต่อจานคูณจำนวนจานที่ขายได้ ในร้านตัวอย่างของบทความนี้ สเต๊กหมูพริกไทยดำ กำไรต่อจาน 77.00 บาทซึ่งสูงที่สุดในร้าน แต่ขายได้เดือนละ 40 จาน รวมแล้ว 3,080 บาท ส่วน ผัดกะเพราหมูสับ กำไรต่อจานน้อยกว่าแต่ทำเงินให้ร้าน 9,600 บาทต่อเดือน
- เกณฑ์ว่า “ขายดี” กับ “กำไรดี” เอามาจากไหน
- เป็นค่าสัมพัทธ์ในร้านตัวเอง ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานจากที่ไหน ขายดี = ส่วนแบ่งยอดขายถึง 70% ของค่าเฉลี่ยในร้าน ส่วนกำไรดี = กำไรต่อจานถึงค่าเฉลี่ยของร้านซึ่งถ่วงน้ำหนักด้วยยอดขาย ไม่ใช่เฉลี่ยเลขคณิต เพราะเมนูที่แทบไม่มีคนสั่งจะดึงค่าเฉลี่ยเลขคณิตจนเพี้ยน
- เมนูที่ยังไม่ได้กรอกยอดขายจะถูกจัดเป็นกลุ่มไหน
- ไม่ถูกจัดเลย และตั้งใจให้เป็นแบบนั้น เมนูที่ยังไม่มีตัวเลขยอดขายไม่ใช่เมนูที่ขายไม่ได้ มันคือเมนูที่ยังไม่มีข้อมูล ถ้านับเข้ามาเป็นศูนย์จานมันจะกดค่าเฉลี่ยของทั้งร้านแล้วทำให้เมนูอื่นถูกจัดกลุ่มผิดตามไปด้วย
- ควรตัดเมนูกลุ่มตัวถ่วงทิ้งทันทีเลยไหม
- ดูก่อนว่ามันอยู่ในเมนูเพราะเหตุผลอื่นหรือเปล่า บางจานมีไว้ให้ลูกค้าประจำที่มากับกลุ่ม บางจานใช้วัตถุดิบร่วมกับเมนูขายดีจนแทบไม่เพิ่มภาระในครัว สิ่งที่ตัดได้แน่คือจานที่ทั้งไม่มีคนสั่ง ทั้งกำไรบาง และยังต้องสต๊อกวัตถุดิบเฉพาะของมันเอง เพราะนั่นคือของเสียที่จ่ายทุกสัปดาห์
ลองกับเมนูของร้านคุณเอง
ใส่ต้นทุนต่อจานกับกำไรที่อยากได้ แล้วดูว่าต้องตั้งราคาบนแอปเท่าไหร่ — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก
เปิดเครื่องคิดราคาขาย